ช่องโหว่กฎหมาย

มารู้จักกับช่องโหว่กฎหมาย คืออะไร และสร้างผลกระทบอย่างไรบ้าง?

ช่องโหว่ของกฎหมาย หรือ ช่องว่างของกฎหมาย จัดเป็นปัญหาชวนหัวของกฎหมายในระบบ Civil Law ที่เกิดขึ้นเป็นประจำและมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จัดเป็นกรณีไม่อาจหากฎหมายซึ่งมีลักษณะเป็นลายลักษณ์อักษร นำมาปรับใช้ให้แก่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ ทำให้กลายมาเป็นช่องโหว่ของกฎหมาย นอกจากนี้ยังหมายความถึงช่องโหว่ของกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น สำหรับวิธีการอุดช่องโหว่ของกฎหมายนี้ ก็มีความแตกต่างกันไปตามแต่ท้องถิ่นนั้นๆ

นิยามของช่องโหว่ทางกฎหมาย

ช่องโหว่ของกฎหมาย จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากมิอาจหากฎหมายในรูปแบบลายลักษณ์อักษรมาปรับใช้ ต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ โดย นาย วิษณุ เครืองาม ศาสตราภิชานแห่งคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ช่องโหว่ของกฎหมาย มีความแตกต่างจากช่องว่างของกฎหมาย สำหรับคำนิยามของช่องโหว่ของกฎหมาย คือ การที่ผู้ใช้กฎหมายนำกฎหมายนั้นมาตีความ จนกระทั่งจับให้อยู่ในความหมายเดียวมิได้ ซึ่งเกิดจากความลื่นไหลของผู้ตีความกฎหมายนั้นเอง ซึ่งสามารถกระทำอันก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง หรืออย่างอื่นก็ดี เพราะฉะนั้นในทัศนะของเขา ช่องโหว่จึงมีความคล้ายคลึงกับรูโหว่ ซึ่งสามารถเล็ดลอดไปได้นั่นเอง ถึงแม้จะวางปราการเอาไว้อย่างแน่นหนาแล้วก็ตามที

การเกิดขึ้นของช่องโหว่ทางกฎหมาย

ช่องโหว่กฎหมาย
ช่องโหว่กฎหมาย

โดยช่องโหว่ทางกฎหมาย แบ่งออกเป็นช่องว่างได้ใน 2 กรณีใหญ่ๆ ได้แก่…

  • ผู้บัญญัติคาดไม่ถึงว่าจะสามารถก่อให้เกิดช่องว่างได้ โดยเขาอาจนึกถึงได้ หากแต่เกิดความบกพร่องที่นึกไปไม่ถึง เพราะเหตุการณ์ที่จะทำให้ผู้บัญญัติตระหนักนั้น ยังไม่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ขณะบัญญัติกฎหมายอาญา อาจครอบคลุมแต่การขนส่งทางบก หากต่อมาเกิดมีการขนส่งทางอากาศขึ้นตามมาในภายหลัง ด้วยเหตุนี้กฎหมายอาญาฉบับนั้น จึงยังไม่ถูกเขียนขึ้นถึงการขนส่งทางอากาศ
  • ผู้บัญญัตินึกเอาไว้แล้วว่าจะสามารถเกิดช่องโหว่ได้อย่างแน่แท้ หากแต่ก็ยังมีความเห็นว่า ยังไม่เห็นควรบัญญัติไว้ให้ตายตัว อันเนื่องมาจากประเด็นนั้นยังเป็นที่ถกเถียงอยู่ และไม่ควรฝืนบัญญัติ ด้วยเหตุนี้ในกรณี จึงเป็นการตั้งใจให้มีช่องว่างในกฎหมายนั่นเอง

การอุดช่องโหว่ของกฎหมายแพ่ง

สามารถสรุปได้ในกฎหมายไทย ได้ดังนี้…

  • ถ้าไม่อาจหากฎหมาย อันเป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้ในการแก้ไขข้อเท็จจริงใดๆ ที่เกิดขึ้นได้แล้ว

ให้นำกฎหมายแบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือ จารีต , ประเพณี ในท้องถิ่นนั้นมาใช้

  • หากแต่ยังไม่มีจารีตประเพณีที่จะนำมาใช้ได้อีก ก็ให้ไปศึกษากฎหมายลายลักษณ์อักษร ซึ่งมีเนื้อหาสาระใกล้เคียงกัน และถ้ายังไม่มีกฎหมายอันเป็นลายลักษณ์อักษรใกล้เคียง ก็ให้ใช้หลักกฎหมายทั่วไป