ผลกระทบจากการปฎิวัติ

ผลกระทบจากการรัฐประหาร ในประเทศไทย

ประเทศไทย ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา อันเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ ต่อมาได้นำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงและทำรัฐประหารถึง 2 ครั้ง โดยความขัดแย้งทางการเมืองนี้ มีส่วนในการส่งผลกระทบเชิงลบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆมากมาย

รัฐประหาร

เมื่อมองจากปี ค.ศ.2019 ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวเอาไว้ในแถลงการณ์เรื่องเหตุผลของการเข้ายึดอำนาจว่า มาจากเหตุการณ์รุนแรงซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น อันเกิดมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในหลายพื้นที่ ของประเทศ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องการนำประเทศเดินเข้าสู่สภาวะปกติ ทำให้ประชาชนกลับมารักสามัคคีเป็นปึกแผ่นเช่นเดิม อีกทั้งยังมีจุดประสงค์ในการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง , เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย

แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง คือ คสช. มักใช้อำนาจในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ ควบคุม , สั่งการ , แก้ไข สิ่งกีดขวางต่างๆในการบริหารประเทศผ่านออกประกาศ อีกทั้งยังมีการเรียกใช้อำนาจพิเศษ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี พ.ศ.2557 ปูเส้นทางปฏิรูปตามแบบที่ คสช. วาดฝันไว้ โดยสิ่งที่นำมาแลกกับอำนาจพิเศษเหล่านี้ คือ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนซึ่งหายไปพร้อมๆกับงบประมาณจำนวนมหาศาล

หลังจากผ่านร่างรัฐธรรมนูญเสร็จในปี ค.ศ.2560 สิ่งที่หัวหน้า คสช.พยายามชูขึ้นมาเป็นจุดเด่น คือ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายในประเทศ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมทั้งการปฎิรูปประเทศ อีกทั้งทางรัฐบาลที่เกิดมาจากการรัฐประหาร ก็ยังไม่เลือกถ้อยคำมาเป็นจุดขาย เช่น ประเทศไทย 4.0 , ประชารัฐ , ไทยนิยมยั่งยืน เป็นต้น หลังจากากรบริหารประเทศมาแล้วถึง 4 ปีและเลื่อนเลือกตั้งมาแล้วถึง 5 ครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ออกมาประกาศเปิดตัวเป็น นักการเมืองหลังจากเคยปฏิเสธคำถามนี้จากสื่อไปแล้วถึง 9 ครั้ง

พล.อ.ประยุทธ์ เดินหน้าจัดประชุมพบนักการเมืองเจ้าของพื้นที่ มาตั้งแต่กลางปี ค.ศ.2560 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝ่ายการเมืองรวมทั้งนักวิชาการอย่างร้อนแรงว่า เป็นวิธีสร้างฐานเพื่อเสียงปูทางสู่การเลือกตั้ง หากแต่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาปฏิเสธหลายครั้ง

ซึ่งหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ คสช. ยังแก้ไขไม่ได้ ซึ่งกลายมาเป็นเป้าวิจารณ์จากสังคม คือ ปัญหาทุจริต เพราะถ้าพิจารณาจากดัชนีภาพลักษณ์ Corruption ในภาครัฐทั่วโลกตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงจากกรณี ‘แหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน’ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเลย โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถือเป็นรุ่นพี่ที่เคารพ ของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหนึ่งในเรื่องที่จบแบบค้างคาจากผู้ติดตามข่าวหลายๆคน อีกทั้งยังทำให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ ถูกเพ่งเล็งจากประชาชนเรื่องความเป็นอิสระขององค์กรอีกด้วย